You are here: Home เกี่ยวกับเรา เว็บมาสเตอร์ BLOG แวดวงเว็บไซต์ ไอที ภาษีกับการ ซื้อ ขาย ผ่านอินเทอร์เน็ต

ทำเว็บดอทคอม

ตระกร้าสินค้า

รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า



ภาษีกับการ ซื้อ ขาย ผ่านอินเทอร์เน็ต

Thai_Tax

?

หัวใจสำคัญในการพิจารณาเรื่องภาษี คือการดูว่าสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้น เป็น สินค้า หรือ บริการ
เพราะสรรพากรไทย มีระบบจัดเก็บภาษีแตกต่างกัน ตามคุณลักษณะนี้ สินค้าที่จัดว่าเป็นสินค้านั้น ก็ได้แก่สิ่งของที่จับต้องได้ตามปกติ ซึ่งคนไทยเรา คุ้นเคยอยู่แล้ว การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ของสินค้าประเภทนี้  จัดเป็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทางอ้อม

?

กล่าวคือ แม้การซื้อขายจะกระทำผ่านอินเทอร์เน็ต แต่การจัดส่งสินค้า ก็ยังคงผ่านช่องทางปกติ เช่นใช้บริการไปรษณีย์ หรือ บริษัทขนส่งเอกชน ในการจัดส่งสินค้า
ส่วนสินค้าประเภทใหม่ ที่เราอาจเรียกว่าเป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้นั้น จัดเป็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทางตรง การซื้อขาย และจัดส่งสินค้า ล้วนกระทำผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งหมด สินค้าในลักษณะนี้ได้แก่ ไฟล์ข้อมูลต่างๆ เช่น เพลงในรูปแบบ MP3 ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ หรือเอกสารข้อมูล ที่เก็บในรูปอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเหล่านี้ กรมสรรพากรตีความว่าเป็นบริการ



ในการขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้น หากเป็นการขาย ให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่ในประเทศผู้ขาย ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตามปกติ
แต่หากเป็นการส่งออก กรมสรรพากร ท่านสนับสนุนพ่อค้าไทย โดยให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราศูนย์ เพื่อให้สินค้าไทย สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ทั้งนี้เฉพาะสินค้า ที่จับต้องได้เท่านั้น
ส่วนสินค้าที่จับต้องไม่ได้นั้น  ถือเป็นบริการ แม้จะเป็นการส่งออก ก็ยังต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อยู่ ยกเว้นแต่ว่า ผู้ซื้อมีจดหมายยืนยันมาว่า ซื้อบริการ (สินค้าที่จับต้องไม่ได้) นั้นไปใช้ในต่างประเทศจริง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้
สำหรับภาษีศุลกากรขาออกนั้น ไม่มีการเรียกเก็บ ยกเว้น หนังดิบ แต่ภาษีศุลกากรขาเข้า  ก็เป็นเรื่องราวของแต่ละประเทศ ที่ลูกค้าต้องรับผิดชอบชำระกันเอง
ดังนั้นหากเราเปิดร้านขายของ โดยมีลูกค้าอยู่ต่างประเทศ จะต้องระบ ุความรับผิดชอบด้านภาษีนำเข้าว่า เป็นภาระของลูกค้าเองด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันวันหลัง

ส่วนการสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต จากต่างประเทศนั้น ตามกฎหมายแล้ว มีภาษีที่เกี่ยวข้อง 3 ชนิด คือภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เช่นคนไทยส่วนใหญ่ ที่ขณะนี้นิยมสั่งหนังสือผ่าน amazon.com ซึ่งเป็นร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ ในสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้ เป็นการสั่งหนังสือตำราจากต่างประเทศ ทางกรมศุลกากร ให้การยกเว้นไม่เสียภาษีนำเข้า ส่วนสินค้าอย่างอื่น เช่นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็โดนภาษีศุลกากรกันไปตามปกติ

แม้ว่าผู้ซื้อหนังสือจาก amazon.com จะไม่เสียภาษีศุลกากรก็ตาม โดยหลักการแล้ว ผู้ซื้อสินค้า ยังมีภาระต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มอยู ่เช่นเดียวกับการซื้อสินค้าภายในประเทศ ซึ่งปกติแล้ว ร้านค้ามีหน้าที่ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ แต่เมื่อเราสั่งของ ทางอินเทอร์เน็ตจากผู้ขายต่างประเทศ เขาไม่สนกฎระเบียบของเราอยู่แล้ว และไม่ถือเป็นหน้าที่ที่จะไปเรียกเก็บ VAT จากลูกค้ามาให้รัฐบาลไทยด้วย ดังนั้นจึงกลายเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อเอง ที่ต้องไปแจ้งกับสำนักงานสรรพากรใกล้บ้าน โดยนำหลักฐานการสั่งซื้อสินค้า หรือใบนำส่งไปให้เจ้าหน้าที่เขาแปลงเป็นเงินบาท แล้วเขาจะคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากยอดนั้นเพื่อเก็บจากเรา เมื่อจ่ายเงินให้เขาไปแล้ว ก็จะได้รับเอกสาร ภพ.36 เพื่อยืนยันการชำระเงิน และสามารถใช้ ภพ.36 นี้แทนใบกำกับภาษีซื้อได้


ในฐานะคนทั่วไป นักช้อบแบบเราๆคงไม่มีใครหาเรื่องยุ่งยาก ให้กับชีวิตโดยไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้รัฐบาลไทยแน่ แต่ถ้าเราเป็นบริษัทห้างร้าน  ที่ต้องการใบรับรองค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว ก็น่าสนใจไม่น้อย ที่จะไปแจ้งกรมสรรพากรเพื่อออก ภพ.36 ให้ เพราะภาษีซื้อนี้ ก็สามารถนำไปหักจากภาษีขายได้ตามปกติ และเราก็มีหลักฐานแสดงการจ่ายเงินซื้อสินค้านั้นด้วย

?

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2011 เวลา 19:01 น. )  



รับทำเว็บไซต์ | จดโดเมน | เว็บโฮสติ้ง | ออกแบบ กร๊าฟฟิก | ทำโฆษณา Adwords I โฆษณา Facebook  2553 - 2560, สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย โดย Tamwebs.com ข้อตกลงการให้บริการ
ทำเว็บดอทคอม  เลขที่160/26 ม.5 อาคาร 30 ปากเกร็ด นนทบุรี 11120 สายด่วน (086) 280-4705 โทรศัพท์ 02-0130317,โทรสาร 02-0130317 Email : contact@Tamwebs.com
  Build website | Domain register | Web hosting | Graphic design | Google Adwords Agency | นโยบายความเป็นส่วนตัว
Powered By Tamwebs.com